ยินดีต้อนรับสู่ howto-drive.blogspot.com

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ webblog ที่ประกอบไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการขับรถ การมีมารยาทในการขับรถ การประหยัดพลังงาน การขับรถอย่างปลอดภัย และการบำรุงรักษารถยนต์ รวมไปถึงโรงเรียนสอนขับรถ การสอนขับรถ ราคาการสอนขับรถ สถานที่ตั้งโรงเรียนสอนขับรถ หวังว่าเมื่อท่านเข้ามาแล้วเข้าใจเนื้อหาเรา จะเข้าใจถึงขับรถได้แตกต่างอย่างไรกับขับรถเป็น
Just because you are a young driver; does not mean that you have to pay through the nose for car insurance. Many insurance providers automatically assume that youth means inexperience, which in turn means higher risk and higher premiums.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การใช้อุปกรณ์ควบคุม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การใช้อุปกรณ์ควบคุม แสดงบทความทั้งหมด

11 พฤศจิกายน 2551

การเปลี่ยนเกียร์



จากบทความที่แล้ว(วิธีปล่อยคลัชเพื่อออกรถ)เมื่อออกรถในเกียร์1ได้แล้วจนปล่อยคลัชออกจนหมดแล้ว เหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นไปให้รถมีความเร็วประมาณ 10 ก.ม.ต่อชั่วโมง แล้วทำตามขั้นตอนต่อไป
  1. เหยียบคลัชให้สุด
  2. มือดึงคันเกียร์1 มาพักตรงกลาง(ตำแหน่งเกียร์ว่าง) ชั่วขณะแล้วดึงต่อมาที่ตำแหน่งเกียร์2
  3. ปล่อยคลัชออกมาได้เรื่อยๆ ไม่ต้องหยุดพ้ก ปล่อยมาจนสุดระยะเหยียบ
  4. เหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นให้ได้ความเร็วโดยประมาณ 20 ก.ม.ต่อชั่วโมง
  5. ทำการเปลี่ยนเกียร์3ต่อไป โดยให้ปฎิบัติตาม ขั้นตอนเดียวกับ การเปลี่ยนเกียร์1 เป็นเกียร์2 ทุกประการ
เกียร์กับความเร็วรถ
การเพิ่มความเร็วรถ จะต้องเข้าเกียร์เรียงลำดับจาก 1-5


  • เกียร์1 ใช้ที่ความเร็วโดยประมาณ 0-10 ก.ม./ช.ม.
  • เปลี่ยนไปใช้เกียร์2 ที่ความเร็วโดยประมาณ 10-20 ก.ม./ช.ม.
  • เปลี่ยนไปใช้เกียร์3 ที่ความเร็วโดยประมาณ 30-40 ก.ม./ช.ม.
  • เปลี่ยนไปใช้เกียร์4 ที่ความเร็วโดยประมาณ 50-60 ก.ม./ช.ม.
  • เปลี่ยนไปใช้เกียร์5 ที่ความเร็วโดยประมาณ 60-80 ก.ม./ช.ม.
การลดความเร็ว ไม่จำเป็นต้องลดความเร็วเรียงลำดับเหมือนกับการเพิ่มความเร็วรถแต่จะขึ้นอยู่กับว่า ความเร็วในขณะนั้น เช่น ถ้าวิ่งที่ 100 ก.ม./ช.ม. แล้วเหยียบเบรครถยนต์ทำให้ความเร็ว ลดลงเหลือ 20 ก.ม./ช.ม. เราก็สามารถเข้าเกียร์2 ได้เลย

10 พฤศจิกายน 2551

วิธีการปล่อยคลัชเืพื่อออกรถ

การปล่อยคลัช จะปล่อยจากต่ำแหน่งเหยียบคลัชสุด จะปล่อยออกมาประมาณครึ่งหนึ่งของระยะเหยียบทั้งหมด(หรือกึ่งกลางนั่นเอง) แล้วให้หยุดเท้าไว้ในตำแหน่งนี้ชั่วขณะ ตำแหน่งนี้เรียกว่า ตำแหน่งเลี้ยงคลัช สรุปง่ายๆ การปล่อยตัวคลัชให้มาหยุดที่ตำแหน่งเลี้ยงคลัชนั่นเอง
ตำแหน่งเลี้ยงคลัช จะรู้ได้อย่างไรเมื่อมาถึงตำแหน่งนี้

  1. รถยนต์เริ่มขยับเคลื่อนที่
  2. ตัวรถ หรือพวงมาลัย จะมีการสั่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  3. เสียงของเครื่องยนต์จะเบาลงจากเดิม
เมื่อพบว่าเกิดอาการทั้ง 3 อย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ให้หยุดเท้าแล้วค้่างไว้ที่ตำแหน่งนี้ ซึ่งในขณะนี้รถก็จะมีการเคลื่อนที่ช้าๆ แล้วก็มีความเร็วเพิ่มขึ้น ในขณะนี้เราก็จะปล่อยคลัชเพิ่มขึ้นอีกทีละน้อย และเมื่อรถเคลื่อนที่ได้ดีแล้ว เราก็สามารถปล่อยคลัชต่อได้จนหมด ในขณะที่รถเริ่มเคลื่อนที่ ถ้าพบว่ารถมีอาการสั่นเพิ่มขึ้น หมายความว่า กำลังของเครื่องยนต์เริ่มไม่พอ ให้ใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นอีกทีละน้อยๆ จนอาการสั่นหายไป

07 พฤศจิกายน 2551

วิธีการควบคุมรถยนต์

วิธีการควบคุมรถยนต์

1. การจับพวงมาลัย สมมุติให้พวงมาลัยเป็นหน้าปัดนาฬิกามีเลขเลียงกันตั้งแต่ 1-12 นาฬิกา โดยมือขวาจะจับอยู่ในตำแหน่งประมาณเลข 2 (2 นาฬิกา) และมือซ้ายจะจับอยู่ในตำแหน่งประมาณเลข 10 (10 นาฬิกา)














2. การหมุนพวงมาลัย ถ้าต้องการให้รถยนต์เลี้ยวไปในทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปในทิศทางนั้น เช่น ถ้าต้องการเลี้ยวซ้าย ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางซ้าย ถ้าต้องการให้รถเลี้ยวขวา ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางขวา ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเดินหน้าหรือถอยหลังก็จะเป็นเช่นนี้เสมอ

3. การเหยียบคันเร่ง โดยการเหยียบให้ใช้เท้าขวาเหยียบ ซึ่งการเหยียบคันเร่งควรเหยียบแต่เพียงเบาๆ ถ้ารู้สึกว่าเครื่องเร่งไม่พอกับความต้องการ ก็ให้ทำการเหยียบคันเร่งเพิ่มขึ้นอีกจนกว่าจะเป็นที่พอใจ

การเหยียบคันเร่งลงไป หมายความว่า เครื่องยนต์จะมีความเร็วรอบเพิ่มมาขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็นการเร่งเครื่องยนต์

การปล่อยคันเร่ง(หรือเรียกว่าผ่อนคันเร่ง) หมายความว่า เครื่องยนต์จะมีความเร็วลดลงมา หรือที่เรียกว่าเป็นการเบาเครื่องยนต์








4. การเหยียบคลัช โดยการเหยียบให้ใช้เท้าซ้ายเหยียบ ซึ่งการเหยียบคลัสจะต้องเหยียบลงไปให้สุดระยะ เหยียบทุกครั้งไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น โดยในขณะเหยียบคลัชสามารถเปลี่ยนเกียร์ และสามารถเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถได้ โดยทั้งเปลี่ยนเกียร์และเหยียบเบรกสามารถกระทำพร้อมๆกันได้

5. การเหยียบเบรก โดยการเหยียบจะใช้เท้าขวาในการเหยียบ จะเหยียบเบรกเมื่อต้องการให้รถมีความเร็วต่ำลง หรือต้องการหยุดรถโดยการส่วนใหญ่ การเหยียบเบรกจะใช้ร่วมกับการเหยียบคลัส และเมื่อเลิกใช้เบรกแล้ว ให้เปลี่ยนเท้าขวาไปวางไว้ที่คันเร่งอย่างเดิม

6. การใช้เบรกมือ จะใช้มือซ้ายในการดึงเบรกมือขึ้นมาตรงๆ จนรู้สึกว่าตรึงมือก็ให้หยุดดึง โดยเราจะดึงเบรกมือขึ้นมาเมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้นานๆ เพื่อการจอดรถบนเนินกันรถไหล

7. การเข้าเกียร์ เกียร์โดยปกติจะมีตำแหน่งเกียร์ว่าง เกียร์1-5 และเกียร์ถอยหลัง

การเข้าเกียร์ว่าง ให้ดันคันเกียร์มาบริเวณตรงกลาง ถ้าคิดว่าเกียร์ว่างแล้วให้ทดลองโยกเกียร์ไปทางซ้ายและขวา ถ้าสามารถโยกได้แสดงว่าเข้าเกียร์ว่างแล้ว ซึ่งโดยปกติถ้าอยู่ในตำแหน่งช่วงกลางเมื่อโยกไปซ้ายหรือขวา จะเด้งกลับมาอยู่ในตำแหน่งตรงกลางเสมอ

การเข้าเกียร์ 1-2 ให้เลื่อนเกียร์ไปอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง แล้วดันเกียร์ไปทางซ้ายค้างไว้ชั่วขณะ (ซึ่งตำแหน่งนี้สามารถจะไปยังเกียร์1และเกียร์2ได้) แล้วถ้าดันขึ้นจะเป็นเกียร์ 1 ถ้าดันลงก็จะเป็นเกียร์ 2 ถ้าต้องการเข้าเกียร์ว่างก็ให้ดันเข้ามาตำแหน่งกลางเช่นเดิม

การเข้าเกียร์ 3-4 ให้เลื่อนเกียร์ไปอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง(ซึ่งตำแหน่งเกียร์ว่างนี้ สามารถไปยังเกียร์3 และเกียร์4ได้) ถ้าดันขึ้นจะเป็นเกียร์3 และถ้าดันลงจะเป็นเกียร์4 ถ้าต้องการเข้าเกียร์ว่างก็ให้ดันเข้ามาตำแหน่งกลางเช่นเดิม

การเข้าเกียร์ 5 และเกียร์ถอยหลัง(R) ให้เลื่อนเกียร์ไปอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง แล้วดันเกียร์ไปทางขวาค้างไว้ชั่วขณะ (ซึ่งตำแหน่งนี้สามารถจะไปยังเกียร์5และถอยหลังได้) แล้วถ้าดันขึ้นจะเป็นเกียร์ 5 ถ้าดันลงก็จะเป็นเกียร์ ถอยหลัง ถ้าต้องการเข้าเกียร์ว่างก็ให้ดันเข้ามาตำแหน่งกลางเช่นเดิม

หมายเหตุ การเข้าเกียร์ทุกครั้งพึงระลึกเสมอว่า

1. ต้องเหยียบคลัชให้สุดทุกครั้ง

2. การเคลื่อนที่ของเกียร์ต้องเป็นมุมฉากทุกครั้ง

3. เมื่อตำแหน่งหยุดพักชั่วขณะต้องหยุดทุกครั้ง

4. ไม่ควรกระชากคันเกียร์อย่างรวดเร็ว

Child in car ปลอดภัยไว้ก่อน

การขับรถ การสอนขับรถ ©Template Blogger Green by Dicas Blogger.

TOPO